เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ประทานพระวโรกาสให้พระราชาคณะ ที่ได้รับพระราชทานสถาปนา เลื่อน และตั้งสมณศักดิ์

วันเสาร์ ที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๖ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ประทานพระวโรกาสให้พระราชาคณะ ที่ได้รับพระราชทานสถาปนา เลื่อน และตั้งสมณศักดิ์ ซึ่งได้รับพระราชทานหิรัญบัฏ เครื่องประกอบสมณศักดิ์ สัญญาบัตร พัดยศ ผ้าไตร จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖ เฝ้าถวายสักการะและรับประทานพระโอวาท ตามธรรมเนียมคณะสงฆ์
โอกาสนี้ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาท ความตอนหนึ่งว่า
“ท่านเจ้าคุณที่มาประชุมอยู่ ณ ที่นี้ ล้วนเป็นความคาดหวังของคณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทั่วหน้า ว่าจะสามารถเป็นกำลังสำคัญ ที่ช่วยบริหารการคณะสงฆ์ และจรรโลงพระพุทธศาสนา ตลอดจนสังคมไทย ให้เจริญวัฒนาสถาพร สมดังพระบรมราชปณิธานของสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงเป็นเอกอัครพุทธศาสนูปถัมภก
จึงขอให้ท่านทุกรูป จงตรึกตรองถึงฐานะและภาวะของตนๆ โดยถ้วนถี่ ว่าท่านมียศศักดิ์ และตำแหน่งใด ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทาน และตามที่คณะสงฆ์ได้มอบหมายให้ท่านรับไว้ ทั้งขอให้ใคร่ครวญโดยรอบคอบจนตระหนักชัดว่า ในยศศักดิ์ และตำแหน่งนั้น ท่านมีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง แล้วขอจงตั้งสัตยาธิษฐาน ที่จะพลีอุทิศชีวิต กับทั้งสรรพกำลังทั้งหมดที่มี เพื่อสัมฤทธิผลแห่งภารธุระทั้งปวง ขออย่าได้ย่อหย่อน เกียจคร้าน หรือท้อถอย ในสรรพกิจการงานเป็นอันขาด
ขออาราธนาให้ทุกท่าน ดำรงมั่นในอิทธิบาท ๔ เป็นหลักการทำงาน และพรหมวิหาร ๔ เป็นหลักการดำรงตน เพื่อให้บังเกิดสัมฤทธิผล สมกับความคาดหวังที่คณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ได้ตั้งไว้ทุกเมื่อ
ต่อไปนี้ ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านก็ดี สาธุชนทั้งปวงก็ดี ต่างจะออกนามเรียกขานท่านว่า ‘ท่านเจ้าคุณ’ บ้าง ‘พระเดชพระคุณ’ บ้าง หรือ ‘ใต้เท้า’ บ้าง คำเหล่านี้ฟังดูช่างไพเราะ และเป็นการยกย่องอย่างเต็มภาคภูมิ ขอให้ทุกครั้งที่ท่านได้ยินถ้อยคำเรียกขานเช่นนี้ จงคิดตักเตือนตนด้วยตนเองว่า ท่านเป็นผู้มีพระเดชพระคุณ เป็นเจ้าแห่งคุณ หรือมีคุณธรรมอย่างสูง มากพอที่ชนทั้งหลาย จักเทิดทูนถึงขนาดใช้ถ้อยคำ ยกใต้เท้าของท่านไว้เหนือเศียรเกล้าของเขาแล้วหรือไม่ ถ้าท่านคิดทบทวนเช่นนี้ เป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจอยู่เสมอๆ ท่านจักไม่ประมาท ที่จะพากเพียรเพิ่มพูนคุณธรรมสัมมาปฏิบัติ มั่นคงในศีลาจารวัตร อันจะเป็นหนทางให้ตัวท่านเอง และหมู่คณะ ประสบแต่ความเจริญงอกงามยิ่งๆ ขึ้นไป”