อานุภาพและความอัศจรรย์ของพระคาถาชินบัญชร

พระคาถาชินบัญชร  เป็นบทสวดมนต์บทหนึ่งที่พุทธศาสนิกชนชาวไทย นิยมสวดมากที่สุด สันนิษฐานว่าพระเถระชาวล้านนาเป็นผู้แต่งขึ้น และเป็นพระคาถาสำคัญในพิธีกรรมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏหลักฐานในพระราชพิธีจักรพรรดิราชาธิราช ต่อมาได้ปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ขึ้น โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม สมเด็จพระพุฒาจารย์องค์ที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (สมัยรัชกาลที่ ๔) บทสวดชินบัญชรนี้ยังพบในประเทศพม่าและศรีลังกาอีกด้วย

บทสวดพระคาถาชินบัญชรนั้นมีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ ดังที่หลายคนได้ประสบพบเจอ ดังเช่น คุณถวิล ขยันการ เป็นผู้หนึ่งที่ได้พบเรื่องราวมหัศจรรย์ หลังจากสวดพระคาถาบทนี้ เมื่อครั้งบวชเป็นพระป่า ณ วัดหนองป่าพง ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านพงสว่าง หมู่๑๐ ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี วัดป่าฝ่ายอรัญวาสี พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทฺโท) เป็นผู้ก่อตั้ง

วัดหนองป่าพงมีสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศ มุ่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนาสายวิปัสสนากรรมฐาน โดยบรรดาพระลูกศิษย์ที่ศรัทธาในปฏิปทาของหลวงพ่อชา สุภัทฺโท วัดแห่งนี้เป็นสำนักปฏิบัติธรรมที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ประพฤติพรหมจรรย์ตามรอยพระยุคลบาทของพระโคดมพุทธเจ้าที่ทรงดำรงพระชนม์ชีพในป่า เพื่อค้นคว้าแสวงหาทางพ้นทุกข์ แล้วทรงนำความรู้แจ้งเห็นจริงนั้น มาเผยแผ่เกื้อกูลความสุขแก่มหาชนทั่วไป

คุณถวิล ขยันการ อดีตพระวัดหนองป่าพง ฉายา “อหิงสโก”  ได้เล่าเรื่องราวที่น่าสนใจของตัวเองให้ฟังว่า ตอนหนุ่มผมเป็นคนใจร้อนมาก ใครพูดอะไรผิดหูไม่ได้ พระอุปัชฌาย์จึงได้ตั้งฉายานี้ให้ แปลว่าผู้ไม่เบียดเบียน ท่านบอกว่าต่อไปขอให้เจริญเมตตาบ่อยๆ  ผมชอบชื่อนี้ที่สุดเป็นชื่อที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งให้กับองคุลีมาล ผมเป็นคนจังหวัดอุบลราชธานี มีพี่น้อง ๙ คน เสียชีวิตแล้ว ๕ คน ปัจจุบันเหลืออยู่ ๔ คน ผู้หญิง ๒ ผู้ชาย ๒ ผมเป็นคนที่ ๗

 

ตอนเด็กผมบวชเณรหน้าศพให้พี่สาวคนโตที่เสียชีวิต และได้บวชอีกครั้งหนึ่งที่วัดหนองป่าพงเมื่ออายุครบ ๒๑ ปี ช่วงนั้นเกณฑ์ทหารไม่ติดเลยไปบวช  การบวชสายวัดป่ายากมากต้องผ่านขั้นตอนเยอะ สาเหตุที่บวชเพราะสงสัยว่าทำไมชาวต่างชาติถึงทิ้งทุกอย่างที่เขามี ทั้งที่เขารวย มีความรู้ การศึกษาสูง สละเพศฆราวาส แล้วหันมาดำเนินชีวิตทางธรรม ผมสงสัยมาก จึงลองบวชดู

พระอาจารย์เหลี่ยมเป็นพระอุปัชฌาย์ของผม  อาจารย์เหลี่ยมบอกว่า ถ้าจะศึกษาทางธรรมต้องทิ้งทางโลกทุกอย่าง ทางโลกสะสมแต่ทางธรรมต้องสลัดออก ท่านสอนให้ดูลมหายใจ เข้าพุธ ออกโธ ผมลงมือปฏิบัติตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ช่วงแรกที่นั่งสมาธิมีความรู้สึกว่าต้องต่อสู้กับจิตใจของตัวเองอย่างแรงกล้า มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในใจ ใจหนึ่งบอกว่าให้สึกเพื่อไปหาเงินทอง ลาภ สักการะ แต่อีกใจให้บวชต่อไป เป็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่มาก

ผมเข้าใจคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแจ่มแจ้ง ที่พระองค์ท่านตรัสว่า “ชนะอื่นหมื่นแสนก็ไม่เหมือนชนะตน” มันคือความจริง การชนะใจตัวเองมันเหนือกว่าสิ่งใด สุดยอดจริงๆ หากใครทำได้

เมื่อนั่งสมาธิจนจิตสงบ เราจะรับรู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง มีนิมิตเกิดขึ้นหลายครั้ง ครั้งแรก ลูกศิษย์วัดตาย ศพถูกเผา ผมไม่รู้หรอกว่าผู้ตายเป็นใคร เพราะเพิ่งกลับมาจากการเดินธุดงค์ ประมาณตีสามเห็นจะได้กลับมาถึงมองเห็นกองไฟแดง รู้เพียงแต่ว่ามีการเผาศพ แต่ไม่รู้ว่าเป็นศพใคร มาถึงผมก็นั่งสมาธิต่อ เมื่อจิตสงบก็ปรากฏเห็นภาพลูกศิษย์วัดที่เราผูกพันกันมานาน เดินเข้ามาหาแล้วบอกว่า “ผมตายแล้วนะ โดนรถชนตาย” ตอนเช้าญาติโยมที่มาวัดได้บอกว่าลูกศิษย์คนนี้ถูกรถชนตาย น่าทึ่ง! จิตเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก เมื่อจิตนิ่งรวมเป็นสมาธิจะรู้ทุกอย่างตามความเป็นจริง

ครั้งที่สอง ขณะนั้นผมนั่งสมาธิอยู่กลางป่า นิมิตเห็นภูเขาลูกใหญ่กำลังจะถล่มลงมาใส่ตัวเรา มันเหมือนเป็นการทดสอบว่าเราจะผ่านไหม จิตแข็งพอหรือเปล่า หากกลัวหรือหวั่นไหวอาจเตลิดได้ กลัวตายนะตอนนั้นไม่ใช่ไม่กลัว  ผมจึงได้อธิษฐานจิตว่าจะนั่งสมาธิโดยไม่ลุกไปไหน คิดว่าตายเป็นตาย ผลสุดท้ายก็ผ่านพ้นได้

ครั้งสุดท้ายตอนนั้นจำพรรษาที่วัดภูถ้ำช้าง จังหวัดมุกดาหาร ผมได้ยินคนพูดว่าคาถาชินบัญชรศักดิ์สิทธิ์ ถ้าใครท่องได้อยากได้อะไรก็จะได้สมปรารถนา ผมเป็นคนขี้สงสัย อยากรู้ว่าที่เขาพูดกันนั้นจริงหรือไม่ เลยตั้งใจว่าจะสวดคาถาชินบัญชรตลอดทั้งพรรษา ผมทำจริงทั้งยืน เดิน นั่ง นอน  สวดจนครบ ๓ เดือน

ก่อนออกพรรษาได้เกิดนิมิต มองเห็นตัวเองเดินเข้าไปในถ้ำที่มีโพรงใหญ่ มองเข้าไปในโพรงมีงูเห่าเต็มไปหมด  ผมเป็นคนที่กลัวงูมากที่สุด อยู่ๆ ก็มีเสียงดังถามขึ้นมาว่า “กล้าไหมที่จะล้วงมือเข้ามาในโพรงนี้ หากกล้าจริงก็จะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น”

ผมตั้งจิตอธิษฐานว่า หากเรามีกรรมต่อกันก็ขอชดใช้  แต่ถ้าไม่มีกรรมต่อกันก็ขออย่าให้ทำร้ายผม พร้อมทั้งยื่นมือเข้าไปในโพรง ปรากฎว่างูหายไป  มีแต่พระสมเด็จเต็มไปหมด

เมื่อออกพรรษาได้มีกิจนิมนต์ที่กรุงเทพฯ โยมคนหนึ่งได้นิมนต์ให้ไปฉันข้าว ตระกูลเขาเคยเป็นโยมอุปัฎฐากวัดระฆัง หลังจากที่ได้ฉันข้าวเสร็จ เขานำพระสมเด็จมาถวาย ๓องค์ สมเด็จบางขุนพรหม หลังจากนั้นญาติโยมมาถวายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง ๗ องค์ แต่ตอนนี้ไม่เหลือแล้ว เพราะหลังจากที่สึกผมไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น แฟนผมเขาไม่รู้เรื่อง มอบพระสมเด็จให้คนอื่นไปหมด  เมื่อกลับมาจากประเทศญี่ปุ่นผมเข่าอ่อนเลย

คิดว่าถ้ายังบวชต่อ คงได้มาอีกเรื่อยๆ ระยะเวลาที่ผมบวช ๑๑ ปี ผมมีความศรัทธาและเชื่อมั่นในคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง หากใครเข้าถึงคำสอนพระองค์ท่านแล้ว รับรองว่าจะไม่ไปไหน ปัจจุบันผมทำงานด้านพระพุทธศาสนา สร้างวัด เจดีย์ โบสถ์ วิหาร อยู่กับวัดตลอด

สุดท้ายนี้ผมขอฝากคำสอนของหลวงพ่อชาอดีตเจ้าอาวาสวัดที่ผมบวชไว้ว่า  “เราไม่ควรจะปล่อยใจไปตามอารมณ์ ควรที่จะฝึกฝนอบรมตนเองตามคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ถ้าเราเอาชนะตัวเอง มันก็จะชนะทั้งตัวเองและชนะคนอื่น ชนะอารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏัฐพพะ เป็นอันว่าชนะทั้งหมด  การปล่อยใจไปตามอารมณ์นั้น จะไม่มีวันถึงธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เลย

การตามใจตัวเองไม่ใช่แนวทางของพระพุทธเจ้า ถ้าเราปฏิบัติธรรมตามความคิด ความเห็นของเรา จะไม่มีวันรู้แจ้งว่าสิ่งใดผิด  สิ่งใดถูก จะไม่มีวันรู้จักตัวเอง ดังนั้นถ้าปฏิบัติธรรมตามแนวทางของตนเองแล้ว ย่อมเป็นการเสียเวลามากที่สุด แต่การปฏิบัติตามแนวทางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมเป็นหนทางตรงที่สุด ขอให้ทุกท่านโชคดีในการปฏิบัติธรรมครับ

รัตติกาล

วันเวลาช่างผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว จนแต่ละวันทำอะไรแทบไม่ทัน สิ่งที่มีค่าของแต่ละคนคงต่างกัน สำหรับดิฉันแล้ว ดิฉันให้ความสำคัญเรื่อง”เวลา” เพราะเมื่อเวลาผ่านไปแล้วไม่อาจย้อนกลับได้ เราทำของหล่นหาย ย้อนกลับไปบางครั้งอาจจะได้พบของสิ่งนั้น แต่เวลาไม่มีหวนกลับ ผ่านแล้วผ่านเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่เหลืออยู่ จึงตั้งใจที่จะนำเสนอหรือถ่ายทอดเรื่องราวที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มากคะ