อานิสงส์ความอดทน..หวงปู่เทสก์ เทสรังสี อดทนต่อการทำความเพียรสมัยออกปฏิบัติแรกๆ

หวงปู่เทสก์ เทสรังสี
วัดหินหมากเป้ง
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย


อดทนต่อการทำความเพียรสมัยออกปฏิบัติแรกๆ
เมื่อหลวงปู่อายุได้ ๑๖ ปี ท่านได้ติดตามพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม
ซึ่งเดินรุกขมูลมาวัดบ้านนาสีดา ตำบลกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่อุปัฏฐากอยู่ เมื่อออกพรรษาแล้วพระอาจารย์สิงห์ได้กลับเมืองอุบลราชธานี
ซึ่งเป็นถิ่นเดิมของท่าน หลวงปู่ก็ได้ติดตามท่านไป รอนแรมไปในป่าและบ้านเล็กบ้านน้อย
บางครั้งผจญกับไข้ป่าซึ่งเมื่อเป็นไข้ก็พักนอนตามร่มไม้ ไข้สร่างแล้วก็เดินทางต่อไป
พร้อมกันนั้นก็ทำความเพียรภาวนาไปในตัว เป็นเวลาเดือนกว่าจึงถึงเมืองอุบลราชธานี
หลวงปู่จึงได้บรรพชาเป็นสามเณร

ภายหลังเมื่อหลวงปู่ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว เรื่องความเพียรมีแต่ยิ่งเร่งขึ้น
โดยท่านได้ทำความเพียรอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยว มีการทำความเพียรภาวนาตลอดวันค่ำคืนรุ่ง
พร้อมกันนั้นก็ผ่อนอาหาร ฉันน้อยที่สุดคือ ทำคำข้าวเหนียวเป็นคำๆ แต่ ๖๐ คำ
ถอยลงมาโดยลำดับถึง ๓ คำ ฉันอยู่ ๓ วัน แล้วก็เพิ่มขึ้นโดยลำดับถึง ๕ คำ ฉันอยู่ได้ ๕ วัน
๑๐ คำ ฉันอยู่ได้ ๑๐ วัน ๑๕ คำ ฉันอยู่ได้ ๓ เดือน กับข้าวก็มีแต่พริกกับเกลือเท่านั้น
ตลอดเวลา ๓ เดือน กิจวัตรเป็นต้นว่า บิณฑบาต ปัดกวาดลานวัดและหาบน้ำ
ตลอดถึงอาจาริยวัตร ไม่ขาดสักวันจนกระทั่งออกพรรษา

     กติกาในการร่วมทางกับท่าน

พรรษา ๑๑ จำพรรษาที่วัดอรัญญวาสี ท่าบ่อ หนองคาย พ.ศ. ๒๔๗๖
เมื่อออกพรรษาท่านจึงปรารภกับหลวงปู่อ่อนสี (พระครูสีลขันธ์สังวร) ว่า
ท่านจะไปตามท่านอาจารย์มั่น ที่จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่อ่อนสีจะไปด้วยท่านไหม
ถ้าจะไปด้วยท่านขอกติกาไว้ก่อนว่า

(๑) การไปอย่าได้บ่นถึงความทุกข์ลำบากต่างๆ
เป็นต้นว่า การเดินทาง อาหาร ที่อยู่อาศัย แม้ที่สุดถ้าอาพาธ
เราสงเคราะห์กันจนสุดความสามารถแล้วตายเป็นตายกัน

(๒) เมื่อคิดถึงบ้าน หรือหมู่คณะ มีบิดามารดา เป็นต้น จะไม่ยอมนำส่ง

(๓) ต้องเป็นผู้ยอมสละตายในที่ทุกสถาน ไม่ว่าจะเพราะกรณีใด

โดยหลวงปู่ท่านกำชับว่าหากปฏิบัติตามกติกานี้ไม่ได้ก็ไม่ให้ไปกับท่านเพราะจะลำบาก
การเดินทางครั้งนี้ปรากฏว่า ท่านผ้าขาวที่ร่วมทางเกิดป่วยไม่มีไข้แต่เมื่อยอ่อนเพลีย
น้ำปัสสาวะข้นแดงคล้ายน้ำล้างเนื้อ ด้วยว่าห่างไกลหมอ จึงใช้ยาพระพุทธเจ้ารักษากันเอง
กล่าวคือให้ฉันน้ำมูตรของตนเอง ทั้งๆ ที่มีสีแดงร่าๆ นั้น พอถ่ายออกมาอุ่นๆ ก็ดื่มเข้าไปเลย
และวิเศษสมจริง คือ ดื่มอยู่ไม่ถึง ๑๐ วันหายเป็นปกติ

      – ผู้มีปัญญา แต่ขาดศรัทธา ความเพียร แลความอดทนกล้าหาญ
ก็ไม่สามารถจะค้นคว้าจับเอาตัวของมันออกมาประจันหน้าได้

     – ผู้มีศรัทธา มีความเพียรกล้าหาญแต่ขาดปัญญา
ก็ไม่สามารถจะประหารมันได้เหมือนกัน

    – ผู้มีศรัทธา มีความเพียรด้วย และมีความอดทนกล้าหาญประกอบด้วยปัญญา
ประกอบความเพียรรักษาความดีนั้นๆ ไว้ติดต่อกันอย่าให้ขาด
นั่นแลจึงสามารถขจัดกิเลสานุสัยให้หมดสิ้นไปได้

เล่าถึงความอดทนของ “ท่านเกต” พี่ชายของท่าน

วันนั้นพอดีเป็นวันพระ องค์หลวงปู่ท่านลงเทศน์ไม่ได้เนื่องจากอาพาธหนัก
จึงได้นิมนต์ให้ “ท่านเกต” ลงเทศน์แทนท่าน ท่านเกตได้เทศน์อยู่ชั่วโมงครึ่งจึงจบ
ญาติโยมได้ยินแล้วพากันแปลกใจมาก ไม่นึกว่าท่านเกตจะเทศน์ได้ถึงขนาดนั้น
พอดีรุ่งเช้าขึ้นหลวงปู่หายอาพาธ เขาก็นิมนต์ท่านไปประชุม และราว ๑๑ โมงเช้า
มีคนไปบอกว่าท่านเกตปวดท้อง หลวงปู่จึงกลับมา เมื่อมาแล้วก็มองดูอยู่เฉยๆ
ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร เพราะไม่มียา

อนึ่ง โรคนี้ท่านเคยเป็นมาสิบกว่าปีแล้ว บางทีฉันยาตามมีตามได้ก็หาย
บางทีไม่มียาฉันมันก็หายเอง มีครั้งหนึ่งไปป่วยอยู่บ้านนาสีดา (บ้านเดิม) ๕ วัน ๕ คืน
นอนไม่ได้ ฉันไม่ได้ เวลาจะหายเอานิ้วมือล้วงเข้าที่ทวารหนัก
มีอะไรไม่ทราบออกมาเป็นก้อนเล็กๆ สามสี่ก้อนจากนั้นก็หายเลย

ในสมัยนั้นการแพทย์แผนปัจจุบันยังเจริญไม่ทั่วถึง ปวดท้องก็หายาแก้ปวดท้องมากิน
ไม่ทราบว่าไส้ติ่งเป็นอย่างไร ถ้าปวดท้องเพราะอาหารเป็นพิษหรือของแสลง
หรือท้องมีลมก็หายไป ถ้าเป็นไส้ติ่งอย่างนี้ก็ไม่หาย คนตายเพราะไส้ติ่งนี้นับไม่ถ้วน
ท่านเกตปวดท้องครั้งนี้เป็นเรื่องไส้ติ่งโดยแท้และไม่มียา เจ็บเอาเหลือจะทน ดิ้นคลั่กๆ
แต่ไม่เคยได้ยินเสียงร้อง ในที่สุดพูดหลุดปากออกมาประโยคหนึ่งว่า อดทนไม่ไหวแน่
คิดว่าเดินจงกรมมันจะสบายบ้าง ให้พยุงขึ้นเดินจงกรม
เดินไปได้ประมาณ ๔-๕ ก้าวเลยอ่อนพับลง

พระเณรที่เอาไปเดินเห็นอาการดังนั้นจึงเอามานอนลงที่เดิม
เวลานั้นเราอ่อนเพลียมากเพราะดูกันเป็นเวลานานแล้ว
จึงขออนุญาตจากเพื่อนไปพักผ่อน พอดีมีเณรไปเรียกว่า
ท่านเกตอ่อนเพลียมากสลบลงเราจึงรีบมาดู เห็นนอนนิ่งเฉยๆ ไม่พูดอะไร
เราเตือนสติอยู่ใกล้ๆ บอกว่าได้ยินไหม พูดว่าได้ยิน จนเวลาราว ๒ ทุ่มจึงมรณภาพไป

     ท่านเกตเป็นคนอดทนอย่างยิ่ง ทั้งที่ยามปกติและยามโรคกำเริบ
โรคมิใช่อย่างเดียว โรคไส้ติ่ง โรคนิ่ว และโรคมาลาเรีย
โดยเฉพาะโรคไส้ติ่งนี้ เวลามันอักเสบเป็นตั้งหลายๆ วันจึงจะหาย
แต่ไม่เคยทำความเดือดร้อนให้ใครเลย เวลาเป็นมาก็นอนนิ่งอยู่คนเดียว
อาหารฉันได้ก็ฉัน ฉันไม่ได้นอนนิ่งอยู่อย่างนั้น ปกติท่านก็ฉันน้อยอยู่แล้ว
ฉันง่ายด้วย ฉันข้าวกับเกลือก็อยู่ได้ตั้งเป็น ๑๐ วันกว่าๆ
ได้รับความยกย่องจากครูบาอาจารย์ทุกองค์ว่ามีความอดทนดีมาก

     คนเราเกิดมาในโลกนี้ ไม่ว่าใครจะทำอะไร ไม่ว่าดีหรือชั่ว
จะเป็นไปเพื่อความเสื่อมหรือเจริญก็ตาม จำต้องมีอุปสรรคด้วยกันทั้งนั้น
ที่จะสำเร็จตามเป้าหมายได้ อยู่ที่ความรอบคอบอดทน
หาเหตุผลมาแก้ไข ถ้าหาไม่แล้วก็จะไม่บรรลุได้เลย
แล้วก็เป็นกำลังใจในอันที่จะทำสิ่งนั้นๆ ให้บรรลุผลรวดเร็วเข้าอีกด้วย

     ความอดทนเป็นตะปะอันยิ่งใหญ่
     ความอดทนเป็นตะปะอันยิ่งใหญ่ เพราะเหตุที่นิสัยจิตใจของคนมันมีต่างกัน
ท่านจึงสอนให้มีความอดทน แต่อยู่ด้วยกันแล้วจงหาความดีต่อกัน
ไม่อิจฉาพยาบาทไม่จองล้างจองผลาญ ไม่โกรธเกลียดกัน
ไม่มีทิฏฐิมานะ มีอะไรก็ควรที่จะปรึกษาหารือเข้าหากันได้
การมุ่งหน้าเข้าหากันได้เป็นการดีมาก

     ขอให้อดทนทำดี

เราเป็นคนทุกข์ คนจนไม่มีสติปัญญา
เลยไม่คิดจะทำสมาธิภาวนา คุณงามความดีอะไรทั้งหมด
เลยหมดหนทางที่จะทำคุณงามความดีต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
ทางที่ถูกคือ ควรจะหัดสมาธิภาวนาทำสมาธิแล้วไม่มีทางอื่นใดที่จะช่วยแก้ได้
ขอให้มีความอดทนพยายามอย่างเต็มที่ ก็จะสำเร็จตามความประสงค์

     อดทนให้ได้ อย่าเอาตนเป็นใหญ่

เราควรอดควรทนต่อเหตุการณ์ เมื่อมีจิตใจต่างกัน
มีกิริยาอาการต่างกัน จึงควรอดอย่างยิ่ง
อย่าเอาอารมณ์ของตนควรคิดถึงอกเราอกเขาบ้าง ถ้าหากเราเอาแต่อารมณ์ของตนแล้ว
จะแสดงความเหลวไหลเลวทรามของตนแก่หมู่คณะเป็นเหตุให้เสียคน
เพราะชื่อเสียงยังกระจายออกไปทั่วทุกทิศ เสียหายหลายอย่างหลายประการ
สิ่งใดที่ไม่สบอารมณ์ของเรา อย่าผลุนผลันหันแล่น จงยับยั้งตั้งสติตั้งจิต

     ความอดทนทำลายกิเลสให้เป็นจุล

     เบื้องต้นให้ตั้งสติกำหนดคำว่า “อด” คำเดียวเท่านั้นเสียก่อน
จึงคิดจึงนึกและจึงทำจึงจะไม่พลาดพลั้งและจะไม่เสียคน
อดที่ไหน อดที่ใจของเรา

    “อด” คำนี้กินความกว้างและลึกซึ้งด้วย เมื่อเราพิจารณาถึงความอดทนแล้ว
ก็จะเห็นว่า สรรพกิเลสทั้งปวงที่จะล้นมาท่วมทับมนุษย์สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้
แหลกละเอียดเป็นจุลวิจุลไปก็เพราะความอดนี้ทั้งนั้น

     ความอดทนนำให้ละความชั่วได้ทุกประการ

– โกรธจะฆ่ากัน แต่มีสติอดทนอยู่ได้จึงไม่ฆ่า

– เห็นสิ่งของเขา คิดอยากจะลักขโมยของเขา มีสติอดทนยับยั้งไว้
เพราะกลัวเขาจะเห็นหรือกลัวโทษ จึงไม่ขโมย

– เห็นบุตรภรรยาสามีคนอื่นสวยงาม เกิดความกำหนัดรักใคร่
คิดอยากจะประพฤติผิดในกาม มีสติขึ้นมาแล้วอดทนต่อความกำหนัด
หรือกลัวว่าเขาจะมาเห็น กลัวต่อโทษในปัจจุบันและอนาคต
แล้วอดทนต่อความกำหนัดนั้น

– การที่จะพูดเท็จ พูดคำไม่จริง หรือดื่มสุราเมรัยก็เช่นกัน
เมื่อมีสติขึ้นมาแล้วก็อดทนต่อความชั่วนั้นๆ ได้ แล้วไม่ทำความชั่วนั้นเสีย

     ความอดทนเป็นคุณธรรมที่จะนำบุคคลในอันที่จะละความชั่วได้ทุกประการ
และเป็นเหตุให้สมานมิตรกันทั้งโลกได้อีกด้วย ถ้าเราไม่มีการอดทน
ปล่อยให้ประกอบกรรมชั่วดังกล่าวมาแล้ว โลกวันนี้ก็จะอยู่ไม่ได้ แตกสลายไปเลย

     คนเราอยู่เฉยๆดีเองไม่ได้ ต้องอดทนฝึกตน

ความอดทนมีคุณอานิสงส์อันใหญ่หลวงเป็นเหตุให้
แผดเผากิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวงซึ่งเกิดจากใจของมนุษย์คนเรา
เมื่อมันเกิดที่ใจของคนเรา คนเราคุมสติไม่อยู่ปล่อยให้มันลุกลาม
ไปเผาผลาญคนอื่น จึงรีบดับด้วยสติตัวเดียวเท่านั้น
ก็อยู่เย็นเป็นสุขทั้งแก่ตนและผู้อื่น

     ผู้ที่ทำความเพียรภาวนาทั้งหลาย
ล้วนแล้วแต่ใช้ความอดทนนี้ทั้งนั้น
คนเราอยู่เฉยๆ จะดีเองไม่ได้ ต้องอดทน
ต่อความเจ็บหลังปวดเอวในการนั่งสมาธิภาวนา
อดทนต่อการรักษาศีลตามสิกขาบทนั้นๆ ที่พระองค์บัญญัติไว้
จะเอาตามใจชอบของตนไม่ได้
ถ้าเอาตามใจชอบของตนถ้ามันดีแล้ว
มนุษย์ชาวโลกดีกันหมดแล้วแต่นาน

     เหตุที่มันดีนั่นแหละจึงหันมาอดทนทำตามพระพุทธเจ้า