น.อ.(พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ ร่วมอัญเชิญพระบรมธาตุส่วนพระเศียรเบื้องขวา ณ วัดพระธาตุศรีจอมทอง

วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๔ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดเชียงใหม่แห่งที่ ๑) ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๑๖๐ โดยพระเดชพระคุณพระสุวรรณเมธี รักษาการเจ้าอาวาส พร้อมด้วย เจ้าคุณพระอมรเวที, เจ้าคุณพระศรีศิลปาจารย์ และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร, พระภิกษุ, สามเณร

อาราธนาพระทักษิณโมลีธาตุเสด็จออกจากมณฑปปราสาท เข้าขบวนแห่ตามประเพณีไปรับภัตตาหาร ณ พระอุโบสถ เสร็จแล้ว กลับมายังพระวิหารหลวง จากนั้นเปิดให้ศรัทธาประชาชนสรงน้ำ พระทักขิณโมลีธาตุ เป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากเป็นวันสงกรานต์ (พญาวัน)

 

ในการนี้ คณะสงฆ์วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ได้อนุโมทนา พล.อ.อ.ธีรศิลป์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้ก่อตั้งบริษัทเมืองเศรษฐกิจเพียง และ นาวาอากาศเอก (พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ ประธานคณะปวงชนชาวไทยเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุด บริษัทเมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด และคณะในโอกาสได้ร่วมพิธี และเป็นเจ้าภาพภัตตาหาร ร่วมถวายพระภิกษุ สามเณร แม่ชี และผู้ปฏิบัติธรรม สำนักวิปัสสนากัมมัฏฐาน วัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร ประจำวันที่ ๑๕-๑๖ เมษายน ๒๕๖๔

นาวาอากาศเอก (พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ กล่าวในพิธีด้วยว่า วันพญาวัน พุทธศักราช 2564 ผมและครอบครัว ได้รับพระเมตตาให้อัญเชิญพระบรมธาตุส่วนพระเศียรเบื้องขวา ของพระพุทธเจ้า ขนาดประมาณเมล็ดพุทรา   ที่ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารจตุรมุข วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เชียงใหม่ เพื่ออัญเชิญออกมาสรงน้ำ ตามประวัติกล่าวว่าพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นผู้อัญเชิญพระบรมธาตุองค์นี้ มาประดิษฐาน ณ ดอยจอมทอง ในปี พุทธศักราช 218  น้ำที่สรงพระบรมธาตุองค์นี้ มีความเชื่อแต่โบราณว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ผู้ได้อาบได้ดื่มกินจะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ปราศจากโรคภัย มีแต่สิริมงคลในชีวิต ขออานิสงค์ผลบุญนี้ได้ส่งผลมายังท่านและครอบครัว เนื่องในวันมหาสงกรานต์ ปีใหม่ไทย พุทธศักราช 2564 ให้เจริญด้วยจตุรพิธพรชัย สุขสมหวังในสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการครับ

ประวัติความเป็นมาของ พระทักขิณโมลีธาตุ กล่าวได้ว่าพระทักขิณโมลีธาตุ เป็นมากกว่าพระบรมสารีริกธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าประทานให้แก่ชาวจอมทองหากยังเป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่ยึดเหนี่ยวให้  พุทศาสนิกชน ตั้งมั่นในศรัทธาสืบเนื่องมากว่า ๕๐๐ ปี

​    พระบรมสารีริกธาตุ เรียก (โดยย่อว่าพระบรมธาตุ) คือพระอัฐิธาตุของพระพุทธเจ้าซึ่งพระองค์ได้ทรงอธิษฐานไว้ก่อนปรินิพพานให้คงเหลือไว้หลังจากการ ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธบริษัทดังคำอธิษฐานของพระองค์ท่านที่ว่า

    “เราอยู่ได้ไม่นานก็จะปรินิพพาน ศาสนาของเรายังไม่แพร่หลายไปในที่ทั้งปวงก่อน เพราะฉะนั้นเมื่อเราแม้ปรินิพานแล้ว มหาชนถือพระธาตุแม้ขนาดเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด ทำเจดีย์ในที่อยู่ของตน และปรนนิบัติ จะมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า”

    พระพุทธประสงค์ดังกล่าวนี้เพื่อให้ศาสนาของพระองค์แพร่หลายไปและผู้ที่เกิดมาภายหลัง ไม่ทันเห็นพระองค์เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ จักได้กระทำการสักการบูชาเพื่อเป็นกุศลแก่ตน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พระบรมสารีริกธาตุแพร่หลายไปยังดินแดนต่างๆ นับแต่หลังพุทธปรินิพพานเป็นต้นมา

    ชาวพุทธเชื่อว่าพระบรมสารีริกธาตุเป็นวัตถุแทนองค์พระบรมศาสดาที่ทรงคุณค่าในศาสนาพุทธ จึงนิยมกระทำการบูชาองค์พระบรมสารีริกธาตุโดยประการต่างๆ เช่น การสร้างเจดีย์ เพื่อประดิษฐานพระธาตุไว้สักการะ โดยเชื่อว่ามีอานิสงส์ประดุจได้กระทำการบูชาแด่พรพุทธเจ้าเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่

    ในขณะที่พระบรมสารีริกธาตุองค์อื่นๆ มักจะประดิษฐานอยู่ในสถูปหรือเจดีย์ หากพระทักขิณโมลีธาตุ จะประดิษฐานอยู่ในโกศภายในมณฑปปราสาทในวิหารหลวงของวัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร และเปิดให้ประชาชนสรงน้ำสักการะทุกปี ถือเป็นพระบรมธาตุที่ใกล้ชิดกับ ศาสนิกชนมากที่สุดพระองค์หนึ่ง

   

  พระทักขิณโมลีธาตุ มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยเฉพาะในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๓ ที่ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ชาวอินเดีย องค์เอกอัครพุทธศาสนูปถัมภก เสด็จมาอัญเชิญพระบรมธาตุสู่คูหาใต้พื้นดอยจอมทอง จนมีการก่อสร้างสถาปนาวัดพระธาตุศรีจอมทอง และมีการค้นพบพระบรมธาตุในกาลต่อมา นับแต่นั้น พระทักขิณโมลีธาตุก็ทรงสถิตอยู่ในใจพุทธศาสนิกชนในทุกแว่นแคว้นที่ต่างรอนแรมมานมัสการยังดอยจอมทอง รวมทั้งก่อให้เกิดจารีตพิธีกรรมละประเพณี กลายเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันงดงามและทรงคุณค่าสืบต่อมาถึงปัจจุบัน