รมต.อนุชา สั่ง สำนักพุทธฯ เร่งฟื้นศรัทธาชาวบ้านใน 1 เดือน

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย “นายกฯ” เป็นห่วงเรื่องพระสงฆ์ กำชับ “สำนักพุทธฯ” ทุกจังหวัดสอดส่องพฤติกรรม เร่งฟื้นศรัทธาประชาชน ให้เห็นผลใน 1เดือน

 

เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๖ ที่ห้องประชุม ๑๐๘ สํานักปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ทําเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อติดตามการขับเคลื่อนภารกิจของสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมี นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ, นายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ, นายอินทพร จั่นเอี่ยม รองผู้อำนวยการ รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการ พศ. คณะผู้บริหาร พศ.ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เข้าร่วมประชุมผ่านการประชุมออนไลน์

นายอนุชา กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยจากกรณีที่มีการนําเสนอข่าวพระพุทธศาสนาเชิงลบผ่านสื่อ ทั้งทางโทรทัศน์และโซเชียลมีเดีย ซึ่งในกรณีต่างๆ เหล่านี้ บางกรณีก็มีความผิดด้านพระธรรมวินัยที่ร้ายแรง หรือบางกรณีอาจจะผิดวินัยสงฆ์เพียงเล็กน้อย แต่สังคมโดยรวมไม่สามารถยอมรับได้ แม้ที่ผ่านมามหาเถรสมาคม (มส.) ได้มีการควบคุมและป้องปรามพระภิกษุสามเณรเหล่านี้ให้ประพฤติตนอยู่ในหลักคําสอนของพระธรรมวินัย รวมถึง พศ.ได้ประสานงานกับเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์อย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบ และถวายคําแนะนําพระภิกษุสามเณร ให้เป็นไปตามข้อบังคับ ระเบียบ คําสั่ง ประกาศ และมติ มส. แต่ก็ยังปรากฏการกระทําที่ละเมิดต่อพระธรรมวินัยอย่างต่อเนื่อง

“ผมในฐานะที่กำกับดูแล พศ. ได้กำชับให้คณะผู้บริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่มีอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศทำงานเชิงรุก โดยเร่งติดตาม สอดส่องกรณีที่มีเหตุการณ์สร้างความเสื่อมเสียในทางพระพุทธศาสนา และให้ประสานหน่วยงานในพื้นที่ที่มีความใกล้ชิดชุมชน อาทิ อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและเร่งแก้ปัญหาต่างๆ โดยเร็ว ตั้งเป้าภายใน 1 เดือน พศ.จะสามารถสร้างพลังศรัทธาของชาวพุทธกลับมา และช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นเสาหลักของชาติให้คงอยู่สืบไป”

นายอนุชา นาคาศัย รมต.สำนักนายกฯ ฐานนะกำกับดูแลสำนักพุทธฯ ห่วงใยจากกรณีที่มีการนําเสนอข่าวพระพุทธศาสนาเชิงลบผ่านสื่อ ทั้งทางโทรทัศน์และโซเชียลมีเดีย ซึ่งในกรณีต่างๆ เหล่านี้ บางกรณีก็มีความผิดด้านพระธรรมวินัยที่ร้ายแรง หรือบางกรณีอาจจะผิดวินัยสงฆ์เพียงเล็กน้อย ให้สำนักพุทธฯเร่งติดตาม สอดส่องเหตุแก้ไขการสร้างความเสื่อมเสีย เพื่อนำพลังศรัทธาของชาวพุทธกลับมา