ปลัด มท. นำหารือผู้บริหารสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำ ข้าราชการต้องสำนึกบุญคุณประชาชนและพัฒนางานเพื่อ “ประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชน”

วันที่ 22 มิ.ย. 65 เวลา 08:30 น. ที่ห้องประชุมราชบพิธ ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับติดตามการดำเนินการและคณะทำงานพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านบริหาร นายบรรจบ จันทรัตน์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมคณะกรรมการกำกับติดตามการดำเนินการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการเพื่อเตรียมการเข้ารับการประเมินการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (Public Sector Management Quality Award หรือ PMQA) ของสำนักงาน ก.พ.ร. โดยมีแนวความคิด ‘MOI Next’ – Change for good ก้าวต่อไป มท. เปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีขึ้น ซึ่งการประเมิน PMQA นี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมอีเว้นท์ ๆ หนึ่งเพียงเพื่อทำให้เสร็จแล้วผ่านไป แต่เป็นโอกาสที่ทำให้เราจะได้สำรวจได้ทบทวนถึงผลการทำงานและกระบวนงานที่กำลังขับเคลื่อนด้วยตัวเราเอง เพื่อ Change for Good นำการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในทุกเรื่อง ทุกด้าน ทุกมิติ ยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล
“เราต้องสำนึกในบุญคุณของพี่น้องประชาชน ในเงินเดือน เงินรายได้ที่เราได้มาจากภาษีประชาชน ด้วยคุยงาน ปรับปรุงงาน ประเมินผลงานที่เราทำ และต้องวางแผนที่จะยกระดับพัฒนางานให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกกอง ทุกสำนัก ทุกกลุ่มต้องทำ เพราะรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ “ความภาคภูมิใจ” ว่าองค์กรหรือบ้านของเรามีความเข้มแข็ง ไม่มีปลวกไม่มีมอดมาชอนไช ให้บ้านของเรากันแดดกันฝน เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ด้วยใจรุกรบ ใจที่ปรารถนา มี passion ที่อยากจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพัฒนางาน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ได้กล่าวต่ออีกว่า ในการขับเคลื่อนการทำงาน ต้องคิดอยู่เสมอว่า เราต้องทำอะไรที่มันคุ้มค่า มันมีคุณค่ากับชีวิตที่กำลังหมดไปแต่ละวัน ต้องไม่ประมาทในการทำงาน ในการทำความดี ด้วยการมุ่งมั่นทำงานที่เรารับผิดชอบให้ดีที่สุดตามหลักการทำงาน 3 องค์ประกอบที่เรียกว่า RER ได้แก่ 1) งานประจำ (Routine) ต้องทำให้ดีและพัฒนางานอยู่เสมออย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้อำนวยการสำนัก/กอง เป็น “ผู้นำ” ในการคิด การพัฒนา ปรับปรุง และโค้ชชิ่งงานบุคลากร 2) ภาคกิจพิเศษ (Extra Job) ด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่ต้องมีอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เราไม่อยู่กับที่ เช่น การส่งเสริมผ้าไทย ที่ต้องช่วยกันสวมใส่ ช่วยกันพูด ช่วยกันศึกษา รวมถึงงานทุกเรื่องที่เกี่ยวโยงกับภารกิจในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และ 3) การสื่อสาร/รายงาน (Report) ทั้งการรายงานความสำเร็จและข้อผิดพลาดที่เกิดจากการทำงานให้ผู้บังคับบัญชาได้ทราบเพื่อพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปรับปรุงงาน รวมถึงการสื่อสารสังคมให้คนในสังคมได้รับรู้ ด้วยการแถลงข่าว การสื่อสารมวลชน การประชาสัมพันธ์ ซึ่งถือเป็นหัวใจของการทำงานในปัจจุบัน
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ทีมสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (สป.มท.) อันหมายถึง สำนัก กอง มีความเป็นทีม (Teamwork) นำสิ่งที่พูดคุย แลกเปลี่ยน ในการประชุมวันนี้ ไปช่วยกันสร้างสรรค์ ทำให้งานของเราดีขึ้น เพื่อให้งานเป็นประโยชน์กับส่วนรวมยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างรากฐานของคนมหาดไทยที่มีใจรุกรบในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข เหมือนกับบรรพบุรุษของชาวมหาดไทยที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนมีคุณภาพ เป็นตำนานความภาคภูมิใจนับเนื่องมาแต่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อ 130 ปีก่อน รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กลไกทุกระดับ มาเป็นเครื่องเตือนใจให้เราช่วยกันรักษาอุดมการณ์ของการเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีหน้าที่ต้องดูแลพสกนิกรของพระองค์ท่าน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้กับพี่น้องประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในพื้นที่ตำบล/หมู่บ้าน เพราะการทำงานในสำนักงาน ทุกสำนักงานก็มีความสำคัญที่จะเกื้อกูลให้องคาพยพ อันหมายถึง จังหวัด อำเภอ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถทำงานได้ และทำให้กระทรวงมหาดไทยยังคงมีโอกาสในการรับผิดชอบดูแลพี่น้องประชาชน …แม้ว่าเราจะตายไปแล้วเกิดใหม่อีกกี่หน ก็ยังมี “กระทรวงมหาดไทย” เป็นกำลังหลักของประเทศชาติในการช่วยกันธำรงรักษาให้ประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์มีความมั่นคง และทำนุบำรุงพี่น้องประชาชนให้พ้นจากความทุกข์และมีความสุขอ
ตามไปดู โคก หนอง นา จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมต่อยอดสู่ “เขตเศรษฐกิจพอเพียง”ย่างยั่งยืน…”
เป้าหมายหนึ่งของการลงพื้นที่ทั่วประเทศของทีมงานข่าวพิเศษนอกจากติดตามไปดูแปลง โคก หนอง นา ที่ประสบผลสำเร็จ มีปัญหาและอุปสรรคให้อะไรบ้างแล้ว อีกประการหนึ่งก็คือ เพื่อไปดูผลผลิตที่ตลอดระยะเวลา 1 ปีของการดำเนินการแปลงโคก หนอง นา มีผลผลิตอะไรบ้าง แล้วเจ้าของมีแนวคิดที่จะต่อยอดในการแปรรูปออกจำหน่ายอย่างไรต่อไป
และการดำเนินการตรงนี้มีปัญหาและอุปสรรคอะไรบ้างที่ต้องการสื่อสารให้กับประชาชนหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างกระทรวงมหาดไทย เข้าไปดูแลและช่วยเหลืออย่างไร
อย่างเช่น แปลงโคกหนองนาอีกแปลงที่ วัดพระวรราชาทินัดดามาตุ อำเภอศรีเทพ ซึ่งห่างจากแปลงของ “การ์ฟิว” จากอำเภอหล่มเก่า ประมาณ 200 กิโลเมตร พร้อมกับบอกว่าจะรออยู่ที่วัดเพื่อร่วมดูแปลงโคก หนอง นา ของวัดที่ร่วมทำด้วยกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ขนาด 15 ไร่
“พระภาวนามังคลาจารย์ วิ.” เจ้าอาวาสวัดพระวรราชาทินัดดามาตุ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วยพัฒนาการจังหวัดเดินพาชมแปลงโคกหนองนา เท่าที่สังเกตสภาพดินที่นี่ไม่ดี มีแต่ก้อนกรวด แม้ทางวัดพยายามห่มดิน ใส่ปุ๋ยชีวภาพ เพื่อปรับสภาพดินแล้วก็ตาม พระภาวนามังคลาจารย์ วิ. พาชุมแปลงพลางพรรณนาบรรยายถึงความดีของปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญว่า ว่าเป็นเป็นคนติดดิน เข้าถึงประชาชน เป็นคนวัด มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตอนเริ่มทำโคก หนอง นา ท่านก็มาหว่านข้าวและร่วมปลูกต้นไม้ที่แปลงแห่งนี้ ปัจจุบันต้นไม้โตแล้ว พร้อมกับกล่าวว่าที่นี่มีปัญหาสภาพดิน แต่ก็พยายามปลูกผักไว้แจกจ่ายประชาชนยามเดือดร้อน
จริง ๆ เพื่อให้ประชาชนพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ประสบปัญหาโควิด เพราะว่าอาหารการกินเราก็ไม่ได้เตรียมพร้อมส่วนใหญ่ทำงานที่กรุงเทพกัน เวลากลับมาบ้านนอกไม่มีอาหาร เพราะว่าที่ไร่ที่นาก็แห้งแล้ง ไม่ได้มีการปลูกกล้วยหรือปลูกอาหารที่จะกิน ชีวิตประจำวันของเกษตรกรที่นี่เนื่องด้วยชาวบ้านเป็นคนยากคนจนหาเช้ากินค่ำ เวลาที่จะมาทำการเกษตรที่หล่อเลี้ยงชีวิตยาก ก็เลยคิดว่ามีโครงการโคก หนอง นา เกิดขึ้นก็เลยอยากให้มี อยากให้ประชาชนมีอาหารกิน การอยู่ มีโรงครัว อย่างสบายไม่เดือดร้อน ช่วยประหยัดเงินเพราะว่าถ้าเรากินแบบประจำ ๆ โคกหนองนาก็ช่วยให้ประหยัดลง เพราะว่าถ้าเรามีมะละกอ มีสะเดา และผักต่าง ๆ เราไม่จำเป็นต้องซื้อ เราก็จะได้ประหยัดเงินมา รายจ่ายเราก็ลดลง การเป็นอยู่ก็ไม่เดือดร้อน ดังพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวราชการที่ 9 ท่านบอกว่าให้ชาวบ้านอยู่แบบเรียบง่ายอยู่แบบมัชฌิมา คืออยู่แบบทางสายกลางพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงสามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่สร้างความทุกเดือดร้อนให้กับตนเองและครอบครัว หรือสังคม อยู่แบบสบาย ๆ ซึ่งโคก หนอง นา ที่กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ทำอยู่นี่ คือคำตอบที่ชัดเจน ตรงเป้าหมายที่สุดในยุคนี้..” (ข้อมูลจากเดอะบูทดา)