“จิตดวงเดียว” เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา ฉะนั้น​ เราไม่หลงศีล จึงจะเป็นวิญญูชนอันแท้จริง

#ศีล

“สีลํ สีลา วิย” ศีล คือความปกติ อุปมาได้เท่ากับหินซึ่งเป็นของหนักและเป็นแก่นของดิน แม้จะมีวาตธาตุมาเป่าสักเท่าใด ก็ไม่มีการสะเทือนหวั่นไหวเลย แต่ว่าเราจะสำคัญถือแต่เพียงคำว่า ศีล เท่านั้น ก็จะทำให้เรางมงายอีก

ต้องให้รู้จักเสียว่าศีลนั้นอยู่ที่ไหน ?

มีตัวตนเป็นอย่างไร ?

อะไรเล่าเป็นตัวศีล ?

ใครเป็นผู้รักษา ?

ถ้ารู้จักว่าใครเป็นผู้รักษาแล้ว ก็จะรู้จักว่าผู้นั้นเป็นตัวศีล ถ้าไม่เข้าใจเรื่องศีล ก็จะงมงายไป

ถือศีลเพียงนอก​ ๆ เดี๋ยวก็ไปหาเอาที่นั้นที่นี้จึงจะมีศีล ไปขอเอาที่นั่นที่นี่จึงมี

เมื่อยังเที่ยวหาเที่ยวขออยู่ไม่ใช่หลงศีลดอกหรือ ?

ไม่ใช่สีลพัตตปรามาสถือนอก​ ๆ ลูบ​ ๆ คลำ​ ๆ อยู่หรือ ?

“อิทํ สจฺจาภินิเวสทิฏฐิ” จะเห็นความงมงายของตนว่าเป็นของจริงเที่ยงแท้

ผู้ไม่หลงย่อมไม่ไปเที่ยวขอเที่ยวหา เพราะเข้าใจแล้วว่า ศีลก็อยู่ที่ตนนี้ จะรักษาโทษทั้งหลายก็ตนเป็นผู้รักษา

ดังที่ว่า “เจตนาหํ ภิกฺข เว สีลํ วทามิ” เจตนา เป็นตัวศีล

เจตนา คืออะไร ?

“เจตนา” นี้ต้องแปลงอีกจึงจะได้ความ ต้องเอาสระ เอ มาเป็นอิ เอา ต สะกดเข้าไป เรียกว่า “จิตฺต” คือ​ “จิตใจ” คนเราถ้าจิตใจไม่มี ก็ไม่เรียกว่าคน มีแต่กายจะสำเร็จการทำอะไรได้ ? ร่างกายกับจิตต้องอาศัยซึ่งกันและกัน

เมื่อจิตใจไม่เป็นศีล กายก็ประพฤติไปต่าง​ ๆ จึงกล่าวได้ว่าศีลมีตัวเดียว นอกนั้นเป็นแต่เรื่องโทษที่ควรละเว้น โทษ ๕ โทษ ๘ โทษ ๑๐ โทษ ๒๒๗ รักษาไม่ให้มีโทษต่าง​ ๆ ก็สำเร็จเป็นศีลตัวเดียว

รักษาผู้เดียวนั้นได้แล้วมันก็ไม่มีโทษเท่านั้นเอง ก็จะเป็นปกติแนบเนียนไม่หวั่นไหว ไม่มีเรื่องหลงมาหาหลงขอ คนที่หาขอต้องเป็นคนทุกข์ ไม่มีอะไรจึงเที่ยวหาขอ เดี๋ยวก็กล่าวยาจามิ​ ๆ ขอแล้วขอเล่าขอเท่าไรยิ่งไม่มียิ่งอดอยากยากเข็ญ

เราได้มาแล้วมีอยู่แล้วซึ่งกายกับจิต รูปกายก็เอามาแล้วจากบิดามารดาของเรา จิตก็มีอยู่แล้ว ชื่อว่าของเรามีพร้อมบริบูรณ์แล้ว จะทำให้เป็นศีลก็ทำเสียไม่ต้องกล่าวว่าศีลมีอยู่ที่โน้นที่นี้ กาลนั้นจึงจะมีกาลนี้จึงจะมี ศีลมีอยู่ที่เรานี้แล้ว อกาลิโก รักษาได้ไม่มีกาล ได้ผลก็ไม่มีกาล

เรื่องนี้ต้องมีหลักฐานพร้อมอีก เมื่อครั้งพุทธกาลนั้น พวกปัญจวัคคีย์ก็ดี พระยสและบิดามารดาภรรยาเก่าของท่านก็ดี ภัททวัคคีย์ชฎิลทั้งบริวารก็ดี พระเจ้าพิมพิสาร และราชบริพาร ๑๒ นหุตก็ดี ฯลฯ ก่อนจะฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ปรากฏว่าได้สมาทานศีลเสียก่อนจึงฟังเทศนา พระองค์เทศนาไปทีเดียว ทำไมท่านเหล่านั้นจึงได้สำเร็จมรรคผล ศีล สมาธิ ปัญญา ของท่านเหล่านั้นมาแต่ไหน ไม่เห็นพระองค์ตรัสบอกให้ท่านเหล่านั้นขอเอาศีล สมาธิ ปัญญา จากพระองค์ เมื่อได้ลิ้มรสธรรมเทศนาของพระองค์แล้ว ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมมีขึ้นในท่านเหล่านั้นเอง โดยไม่มีการขอและไม่มีการเอาให้ “มัคคสามัคคี” ไม่มีใครหยิบยกให้เข้ากัน

“จิตดวงเดียว” เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา

ฉะนั้น​ เราไม่หลงศีล จึงจะเป็นวิญญูชนอันแท้จริง
.
.
พระธรรมเทศนา​ของหลวงปู่มั่น​ ภูริทัตโต
.
ที่มาของบทความ​ : คัดมาจาก​ มุตโตทัย (พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ) บันทึกโดย พระอาจารย์วัน อุตฺตโม​ และพระอาจารย์ทองคำ ญาโณภาโส​ ณ.วัดป่าบ้านหนองผือ (วัดป่าภูริทัตตถิราวาส) อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร พ.ศ. ๒๔๙๑-๒๔๙๒
.