คณะปวงชนชาวไทยฯ จัดพิธีอุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติฯ หน้าพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

         เมื่อวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2563 ณ ตำหนักแดง วัดระฆังโฆษิตารามวรมหาวิหาร เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ สถานที่ประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้มีพิธีปลงผมและขอขมา ในโครงการอุปสมบทศาสนทายาทเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว  ครั้งที่ ๑ โดยมี เจ้าคุณพระพิมลภาวนาพิธาน (ท่านเจ้าคุณสวง) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆษิตารามวรมหาวิหาร เจ้าคณะเขตบางกอกน้อย เป็นประธานพิธีฝ่ายสงฆ์ และท่านนาวาอากาศเอก (พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ ประธานคณะปวงชนชาวไทยเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นประธานพิธีฝ่ายฆราวาสและเป็นประธานอุปถัมภ์การอุปสมบทครั้งนี้

            ในโอกาสนี้ นายวุฒิสาร  พนารี นายกสมาคมสื่อมวลชนพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยแห่งชาติ (สพวช.) หัวหน้าคณะทำงานโครงการอุปสมบทศาสนทายาทเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว  ครั้งที่ ๑ ได้คำกล่าวรายงานพิธีเปิดโครงการฯ ว่า โครงการอุปสมบทศาสนทายาทเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ เกิดขึ้นได้ ด้วยความศรัทธาอันเปี่ยมล้นในพระพุทธศาสนา และความมุ่งมั่นที่จะรักษาสถาบันชาติ พระพุทธศาสนาและพระมหากษัตริย์ ให้อยู่คู่แผ่นดินไทยไปตราบนานเท่านาน ของท่านนาวาอากาศเอก (พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ ประธานคณะปวงชนชาวไทยเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ท่านได้รับเป็นเจ้าภาพบริจาคทุนดำเนินงานแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่หักค่าใช้จ่าย จัดโครงการอุปสมบทศาสนทายาทเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งที่ 1 ขึ้น เนื่องในวโรกาสมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษา 68 พรรษา ในวันที่  28 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้  และท่านปรารถนาที่จะจัดการบรรพชาอุปสมบท เช่นนี้ต่อเนื่องไปอีกเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาถวายเป็นพุทธบูชาและถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชทุกๆ พระองค์สืบไป

กระผม รู้สึกเป็นเกียรติและเต็มใจอย่างยิ่งที่ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะทำงานโครงการนี้ แม้จะด้วยเงื่อนไขเวลาอันจำกัด และต้องประสบกับปัญหา อุปสรรคใหญ่หลวงอย่างมากมาย แต่ด้วยกำลังใจของทีมงานและการสนับสนุนทั้งด้านกำลังใจและปัจจัยจ่าท่านประธาน จึงทำให้โครงการนี้ก้าวเข้าสู่เส้นชัย อย่างยิ่งใหญ่และสง่างามได้ในวันนี้  ความปลื้มปิติสำคัญของโครงการนี้ส่วนหนึ่งคือ การที่เราได้มีโอกาสจัดงานนี้ใน“ตำหนักแดง” สถานที่ที่สำคัญและทรงคุณค่าของประวัติศาสตร์ของชาติไทย ซึ่งเคยเป็นที่ประทับทรงกรรมฐานของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราช พระมหากษัตริย์มหาราชผู้ทรงพระราชปณิธานว่า

อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก

ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา

ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา

แด่พระศาสนา สมณะ พระพุทธโคดม …..

         กระผมขอโมทนาบุญและแสดงความยินดีกับท่านศาสนทายาททุกท่าน ที่ได้เข้าร่วมในโครงการที่มีเกียรติ มีคุณค่าและสำคัญยิ่ง ในรัชสมัยของในหลวงรัชการที่ 10   ในยุคที่ชาวโลกต้องประสบกับภัยร้ายแรงของ Covid 19  กระผมขอเรียนว่าท่านทั้งหลายคือหลักชัยของความสำเร็จที่สำคัญยิ่งของโครงการนี้ จึงขอให้ท่านใช้เวลาอันสั้นของโครงการนี้ให้ได้ประโยชน์สูงสุด จงตั้งใจฝึกตนเพื่อให้เป็นพระแท้ สมควรแก่ทักษิณาทานและความตั้งใจที่ท่านประธานโครงการและท่านเจ้าภาพและพุทธศาสนนิกชนที่มีต่อท่าน  ขอให้ทุกท่านจงเข้าให้ถึงความเป็น “พระแท้” ทั้งกาย วาจา และจิตใจ  และให้ได้ดวงตาเห็นธรรม เพื่อเป็นปัจจัยสู่มรรคผลนิพพานโดยง่าย โดยพลัน ทุกประการ และสิ่งที่โครงการเราปรารถนาสูงสุดคือ …เราอยากเห็นการบวชของท่านในครั้งนี้ เป็นครั้งสุดท้าย ให้ท่านครองผ้ากาสาวพัตรผืนนี้ถวายเป็นพุทธบูชา ไปตราบชั่วชีวิตของท่าน …..

        ท้ายที่สุดนี้กระผมต้องขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงยิ่งในความเมตตาของพระเดชพระคุณพระพิมลภาวนาพิธาน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดวัดระฆังโฆษิตา    รามวรมหาวิหาร เจ้าคณะเขตบางกอกน้อย ที่ได้เมตตาสูงสุด ช่วยขจัดปัญหาทั้งปวงให้หมดไปอย่างเป็นอัศจรรย์ ขอกราบขอบพระคุณพระอธิการสมรรถ สมตฺถพโล เจ้าอาวาสวัดถ้าเขาวง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และพระอาจารย์ทุกรูปที่จะรับหน้าที่อันสำคัญยิ่งคือ อบรบ บ่มเพาะศาสนทายาททุกท่าน “ให้เป็นพระแท้”  ขอกราบขอบพระคุณท่านเจ้าภาพ ท่านผู้ปกครอง แขกผู้มีเกียรติ และพี่น้องสื่อมวลชนที่รักทุกท่าน และผู้ที่สำคัญที่สุดสำหรับกระผมคือพี่น้องทีมงานทุกท่านที่ทุ่มเทเหน็ดเหนื่อย “ปิดทองหลังพระ” เพื่อความสำเร็จในวันนี้  และบุคคลที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นผู้ให้ความสำเร็จของทุกเกิดขึ้นอย่างในวันนี้และวันข้างหน้าคือ ท่านนาวาอากาศเอก (พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ ประธานคณะปวงชนชาวไทยเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่เราคุ้ยเคยกันว่า “ผู้การบูท หระ เสธ.บูท”  กระผมและทีมงานทุกท่านขอกราบโมทนาบุญทุกบุญของท่าน และขอปาวารณาที่จะร่วมกับสืบทอดพระพุทธศาสนาสืบต่อไปในทุก ๆ โครงการ

 

            ต่อจากนั้น นาวาอากาศเอก (พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ ประธานคณะปวงชนชาวไทยเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ได้กล่าวเปิดโครงการฯ ว่า กราบนมัสการ พระพิมลภาวนาพิธาน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดวัดระฆังโฆษิตา    รามวรมหาวิหาร เจ้าคณะเขตบางกอกน้อย พระคุณเจ้า ศาสนทายาท ท่านผู้มีเกียรติ ผู้ปกครองและญาติของศาสนทายาท และท่านสื่อมวลชนที่เคารพ กระผม นาวาอากาศเอก (พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ ประธานคณะปวงชนชาวไทยเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้จัดโครงการอุปสมบทศาสนทายาทเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษา 68 พรรษา ในวันที่  28 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ 

       โครงการอุปสมบทศาสนทายาทเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ เป็นโครงการที่ก่อตั้งขึ้น ด้วยความสำนึกใน พระมหากรุณาธิคุณอันสูงส่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชทุก ๆ พระองค์ โดยเฉพาะในราชวงศ์จักรี คณะปวงชนชาวไทยเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย จึงมีฉันทามติให้จัดกิจกรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระมหากษัตริย์ ในชื่อ “โครงการอุปสมบทศาสนทายาทเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเอยู่หัว” ครั้งที่ 1 ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักของโครงการ 5 ประการ ดังนี้

 

       เพื่อร่วมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 68 พรรษา ตรงกับวันที่ 28 กรกฎาคม 2563 และถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชทุกๆ พระองค์

  1. เพื่อดำรงไว้ซึ่งโบราณราชประเพณีในการบรรพชาอุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระมหากษัตริย์ผู้มีคุณูปการต่อประเทศชาติ
  2. เพื่อดำรงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมอันดีงามของชาติในการจัดงานบรรพชาอุปสมบทของชายชาวไทยที่มีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ เป็นต้นไป
  3. ส่งเสริม สืบสานและต่อยอด ศาสนทายาท เพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาในประเทศไทยให้เจริญและมั่นคงถาวรสืบไป
  4. เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยได้มีโอกาสทดแทนคุณแผ่นดิน ด้วยการเข้ารับการบรรพชา-อุปสมบท ศึกษา ฝึกฝนตนเอง ให้เป็นชาวพุทธที่ประกอบด้วย ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ นำเอาวิชาความรู้จากการบวชไปประกอบหน้าที่การงานด้วยสติ ปัญญา ความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม มีธรรมาภิบาล รักและเคารพเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์

 

             ทั้งนี้ ทางคณะฯ ได้จัดพิธีให้กับผู้ร่วมบรรพชาอุปสมบท จำนวน  69 รูป โดยรับสมัครชายไทยผู้มีปฏิปทามั่นคงในพระพุทธศาสนา ที่มีอายุตั้งแต่ 19 ปี 2 เดือนขึ้นไป มาเข้าร่วมการอบรม รวม 22 วัน ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม ถึงวันที่ 13 สิงหาคม เพื่อให้เข้าสู่การเป็นพระสงฆ์ที่บริสุทธิ์ สมควรแก่ทักษิณาทาน และได้เข้าถึงพระธรรมอันบริสุทธิ์ต่อไป

         กระผมขอถือโอกาสนี้ กราบพระคุณพระคุณเจ้า ผู้มาร่วมทำพิธีปลงผมและขอขมา และขอบพระคุณองค์กรภาคีเครือข่าย ผู้มีส่วนร่วมทุกท่านที่ให้ความช่วยเหลือในการจัดงานครั้งนี้ รวมถึงครอบครัว และเหล่าเครือญาติ ที่ให้ความร่วมมือในการส่งศาสนทายาทมาร่วมอุปสมบท และเหนือสิ่งอื่นใด ท่านผู้ร่วมอุปสมบท
         ทุกท่านที่ได้ตั้งจิตอันเป็นมหากุศล มาเข้าร่วมสานต่อพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนและเจริญยิ่งขึ้นในโอกาสนี้

         กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการอุปสมบทศาสนาทายาทเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ จะยังประโยชน์ให้สำเร็จในทางแห่งธรรมตามความมุ่งหมายของท่าน รวมถึงบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการทุกประการ

           บัดนี้ ถึงเวลาอันเป็นมงคลแล้ว กระผมขอประกอบพิธีเปิด ด้วยการร่วมกับท่านทั้งหลาย ตั้งจิตอธิษฐาน ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลายในสากลโลก จงบันดาลให้การดำเนินงานสำเร็จลุล่วงทุกประการสมดั่งที่มุ่งหวังตั้งใจ ให้ทุกท่านประสบกับความสุขความเจริญ เข้าถึงหลักธรรมอันสูงสุด ด้วยจิตอันสว่าง บริสุทธิ์ และสงบ ถึงพร้อมด้วยปัญญา ศีล สมาธิ อันเป็นแสงนำทางสู่ความจริงอันเที่ยงแท้ ให้สร้างสรรค์จรรโลงจิตใจ ตลอดระยะเวลาการอุปสมบทและตลอดยิ่งๆ ขึ้นไปในทุกวันของชีวิตเทอญ

            ในโอกาสเจ้าคุณพระพิมลภาวนาพิธาน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆษิตารามวรมหาวิหาร ได้กล่าวอบรมผู้เข้าอุปสมบทตอนหนึ่งว่า การบวชนี้ได้สร้างความศรัทธาเลื่อมใสให้คณะท่านสาธุชนที่ได้มาร่วมกันเป็นเจ้าภาพบ้าง ร่วมพิธีบ้าง ขอให้นาคทุกท่านทุกคนดำเนินรายตามธรรมคำสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้คำสั่งสอนและได้เผยแผ่คำสั่งสอนให้ประชาชนได้ประพฤติปฏิบัติ ผู้ใดปฏิบัติตามนั้นจะเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ใดเห็นพระพุทธเจ้าชื่อว่าเห็นธรรม ชื่อว่าได้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเรา และได้เป็นทายาทพระพุทธศาสนา คือมีพระสงฆ์สืบทอดพระพุทธศาสนา

            หลังจากเจ้าคุณพระพิมลภาวนาพิธาน กล่าวอบรมแล้ว จึงได้มีพิธีปลงผมและขอขมา

อนึ่ง ในพิธีวันนี้ ดร.โฆสิต สุวินิจจิต ได้สละเวลาในการเล่าประสบการณ์ในการอุปสมบท แก่คณะศาสนทายาทครั้งนี้ด้วย